สังคม

รวบแล้ว "จ่าทหาร" ยิงคุกคามครอบครัว "อูมปันสุข" สารภาพเครียด ใช้หนี้แทนอดีตเมีย กว่า 2 ล้าน

27 ม.ค. 2569

1.3K views

เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้า กรณีทหารใช้อาวุธปืนยิงใส่บ้านของพี่สาว "อูมปันสุข" นางแบบสาว จนเกือบถูกนายแจ๊ค พี่เขยของอูม สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนในครอบครัว ก่อนที่พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลทหารออกหมายจับ และกองทัพมีคำสั่งปลดออกจากราชการ

ล่าสุด พ.ต.อ.พัฒนวงศ์ จันทร์พล ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี พร้อมตำรวจชุดสืบสวน ได้ควบคุมตัว จ่าสิบเอกอัครพล หรือ "ดิว" มาสอบสวน พร้อมยึดของกลาง เป็นอาวุธปืนดัดแปลงลักษณะคล้ายบีบีกัน สามารถใช้ยิงกระสุนขนาด 9 มม.

โดย จ่าดิว มีสีหน้าเคร่งเครียด เปิดใจทั้งน้ำตา ยืนยันว่าไม่ต้องการให้กองทัพบกเสื่อมเสียชื่อเสียง พร้อมยอมรับว่าข่าวที่สื่อมวลชนนำเสนอไปก่อนหน้านี้ไม่มีข้อมูลผิดเพี้ยน แต่ขอใช้สิทธิต่อสู้คดีในกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากมองว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมีมูลเหตุที่ซับซ้อนกว่านั้น

จ่าดิว ระบุว่า สิ่งเดียวที่อยากขอจากสื่อมวลชน คือการให้เกียรติและไม่กระทบต่อสภาพจิตใจของลูกทั้ง 2 คน ซึ่งตนเป็นผู้รับผิดชอบดูแลเพียงลำพังมาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่า ก่อนหน้านี้ตนได้รับโทษทางวินัยทหารเรียบร้อยแล้ว สำหรับกรณีที่ “อูมปันสุข” นำคลิปเหตุการณ์ก่อนหน้ามาเผยแพร่อีกครั้ง ตนไม่เข้าใจเจตนา และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตนยังคาใจ ตนกลับไปยังบ้านหลังเกิดเหตุอีกครั้ง แต่ไม่ได้ไปตามอดีตภรรยา แต่ไม่พอใจที่มีการนำคลิปเก่าไปเผยแพร่ซ้ำ รวมถึงนำเรื่องไปร้องเรียนในหน่วยงานต้นสังกัด

จ่าดิว เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ได้ยื่นขอลาออกจากราชการทหาร ตั้งแต่เดือน ต.ค. 68 เนื่องจากไม่ต้องการให้ศักดิ์ศรีของตนถูกเหยียบย่ำ ส่วนอดีตภรรยานั้น ไม่เคยดูแลลูกทั้ง 2 คน อีกทั้งยังสร้างหนี้นอกระบบจำนวนมาก รวมมูลค่ากว่า 2 ล้านบาท โดยตนเป็นผู้รับผิดชอบภาระหนี้ทั้งหมด ทั้งที่ไม่ทราบเรื่อง

“ลูก 2 คน ผมดูแลคนเดียวทั้งหมด เขาไม่เคยมาดูแลเลย” จ่าดิว กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนล้าและน้ำตาไหลตลอดเวลา

จ่าดิว บอกอีกว่า เหตุการณ์เมื่อ 2 วันก่อน ยอมรับว่าตนไปบ้านหลังดังกล่าวจริง โดยสาเหตุเกิดจาก มีเพื่อนสนิทอดีตภรรยาโทรศัพท์มาแจ้งว่า อดีตภรรยาอยู่ที่บ้านนั้นกับชายคนหนึ่ง ทำให้ตนเกิดความเครียดสะสมอย่างรุนแรง จึงตัดสินใจพกอาวุธปืนไป และเตรียมกระสุนไปจำนวนมาก ถ้าจะทำจริง ตนจะฆ่าทั้งครอบครัว

ทั้งนี้ระหว่างการให้สัมภาษณ์ แม่ของจ่าดิว ได้เข้ามาตบไหล่เพื่อให้ลูกหยุดพูด ก่อนจะกอดคอกันร้องไห้และให้กำลังใจ พร้อมบอกกับสื่อมวลชนว่า “พอแล้ว” และยืนยันว่าครอบครัวจะร่วมกันต่อสู้ไปด้วยกัน พร้อมฝากถึงคู่กรณีว่า ขอให้เวรกรรมตามทัน และขอเพียงอย่างเดียว คืออย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับลูกทั้ง 2 คนอีก

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงประเด็นการใช้ความรุนแรงในครอบครัว จ่าดิว ระบุว่า ไม่เคยทำร้ายอดีตภรรยา แต่แม่ของเขาได้ทักท้วงว่า เคยมีเหตุทำร้ายกันจนเลือดไหลหนึ่งครั้ง โดยมีสาเหตุมาจากความเครียดเรื่องหนี้สินที่อดีตภรรยาไปกู้มา โดยไม่ต้องการให้ผู้ใหญ่รับรู้

ด้าน แม่ของจ่าดิว เปิดใจว่า เพิ่งรับรู้เรื่องหนี้สินจำนวนมากของอดีตลูกสะใภ้ ภายหลังทั้งสองฝ่ายมีปัญหาทะเลาะและหย่าร้างกันแล้ว มีเจ้าหนี้เงินกู้นอกระบบหลายราย เดินทางมาติดตามทวงหนี้ถึงบ้านอย่างต่อเนื่อง ลูกชายในฐานะสามี พยายามรับผิดชอบด้วยการช่วยเคลียร์หนี้สินให้ภรรยาเท่าที่ทำได้ แต่ไม่สามารถจัดการได้ทั้งหมด เนื่องจากฝ่ายหญิงยังสร้างหนี้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง โดยตนไม่ทราบแน่ชัดว่าเงินที่ได้ไปนั้น ถูกนำไปใช้ในเรื่องใด ขณะเดียวกัน ภาระค่าใช้จ่ายภายในบ้าน รวมถึงการดูแลหลานอีก 2 คน ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายประจำวัน ตนเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด เนื่องจากอดีตลูกสะใภ้ไม่เคยเข้ามาช่วยเหลือ

จากข้อมูลที่ตนรับรู้ อดีตลูกสะใภ้มีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการพนันออนไลน์ โดยก่อนหน้านี้เคยขอยืมเงินจากตน เพื่อไปใช้หนี้การพนันจำนวน 30,000 บาท รวมถึงมีการยืมเงินจากญาติพี่น้องหลายราย ส่งผลให้ปัญหาไม่ได้กระทบเพียงครอบครัวเดียว แต่ลุกลามไปยังครอบครัวอื่นด้วย หนี้ในระบบที่อดีตลูกสะใภ้กู้ยืมไว้น่าจะมีมูลค่าหลักล้านบาท ส่วนหนี้นอกระบบอยู่ที่เกือบแสนบาท โดยบางครั้งลูกชายต้องนำเงินของตนเองไปใช้หนี้แทน สำหรับความสัมพันธ์ของทั้งคู่ ปกติไม่ได้มีปากเสียงกันบ่อย แต่ทุกครั้งที่มีปัญหาจะเกิดจากเรื่องเงินเป็นหลัก โดยเฉพาะกรณีที่ลูกชายต้องรับภาระหนี้สินแทน

ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสงสัยเรื่องความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับบุคคลอื่นนั้น ตนยืนยันว่าไม่ทราบข้อเท็จจริง เป็นเพียงคำบอกเล่าปากต่อปากเท่านั้น ก่อนเกิดเหตุ ตนทราบเพียงว่าลูกชายได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา จนเกิดอารมณ์โมโห หลังจากนั้นไม่ทราบว่าลูกชายออกจากบ้านไปพร้อมอาวุธปืน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ามีอะไรอยากฝากถึงอดีตลูกสะใภ้หรือไม่ แม่ของจ่าดิว ส่ายหน้าและกล่าวสั้น ๆ ว่า “ไม่ขอคบ ขออยู่ในส่วนของตนเอง ตัดขาดแล้ว” แต่ยอมรับว่าหน้าที่ในฐานะยาย ยังคงต้องดูแลหลานทั้ง 2 คนต่อไป

ส่วนกรณีลูกชายเป็นผู้กระทำผิดในคดีนี้ พร้อมน้อมรับคำวิจารณ์จากสังคม แต่อยากให้สังคมรับฟังข้อมูลทั้งสองด้าน โดยย้อนเล่าว่า ลูกชายเคยปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องผ่านเหตุการณ์รุนแรงมาเป็นเวลานาน ก่อนที่ครอบครัวจะช่วยกันฟื้นฟูสภาพจิตใจจนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ

“ตอนนี้แม่คิดในทางธรรมะ มองว่าทั้งสองฝ่ายมีกรรมร่วมกันมา แม่จะช่วยลูกแม่ให้ถึงที่สุด แต่ก็ยอมรับความจริง อยากให้ลูกเริ่มต้นใหม่ และเป็นพ่อที่ดีของลูก”

ส่วนเรื่องคดีความ ขอให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เชื่อว่าศาลจะพิจารณาจากเหตุและผลทั้งหมด พร้อมแสดงความเห็นส่วนตัวต่อข้อหาพยายามฆ่าว่า หากลูกชายมีเจตนาจะเอาชีวิตจริง อาจเกิดเหตุไปตั้งแต่ช่วงแรกแล้ว ทั้งนี้เชื่อว่าศาลจะพิจารณาอย่างรอบคอบและเป็นธรรม

ด้าน ผกก.สภ.เมืองอุดรธานี กล่าวต่อว่า คดีนี้เป็นคดีที่สังคมให้ความสนใจ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยผู้ต้องหาแสดงความสมัครใจที่จะให้ข้อมูลกับสื่อมวลชนถึงแรงจูงใจและความกดดันที่นำไปสู่การก่อเหตุในครั้งนี้

คุณอาจสนใจ

Related News