สังคม
เจาะลึก 5 ปมร้อน "ประกันสังคม" รับต้นปี 69 โซเชียลฯ เดือดกว่า 36 ล้านเอนเกจเมนต์
6 ชั่วโมงที่แล้ว
46 views
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่บีบคั้น ‘สิทธิประโยชน์ประกันสังคม’ กลายเป็นฟางเส้นสำคัญที่ผู้คนใช้ยึดเหนี่ยว แต่ในเดือนแรกของปี 2569 กลับพบแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่เมื่อโลกออนไลน์ตั้งคำถามต่อการบริหารงานของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) อย่างดุเดือด
บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ได้ทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 – 29 มกราคม 2569 พบว่ามีข้อความพูดถึงประกันสังคมโดยรวมกว่า 418,614 ข้อความ และมียอดเอนเกจเมนต์สูงถึง 36,504,629 เอนเกจเมนต์

ข้อมูลชี้ชัดว่า Facebook ยังคงเป็นพื้นที่หลักของการพูดถึงประเด็นนี้ (61.93%) ในขณะที่ TikTok (27.93%) กลายเป็นช่องทางกระจายข่าวได้รวดเร็วที่สุด และนี่คือ 5 ประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงขึ้นมาบนโลกออนไลน์ ซึ่งสะท้อนว่าผู้ประกันตนไม่ได้ต้องการแค่สิทธิ์ในการรักษาฟรี แต่ต้องการความโปร่งใสในการบริหารเงินกองทุน
ประเด็นที่ 1: วิกฤตระบบล่ม 850 ล้านบาท และประเด็นคำถามเรื่องการฮั้วประมูล (8 ล้านเอนเกจเมนต์)
ประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนหนักที่สุดคือความล้มเหลวของระบบสารสนเทศ (Web App) มูลค่ามหาศาลกว่า 850 ล้านบาทที่เมื่อระบบหลังบ้านเกิดขัดข้องหรือล่าช้า ส่งผลให้ผู้ที่เดือดร้อนไม่สามารถเบิกเงินเยียวยาได้ทันท่วงที โดยมีผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งสะท้อนประสบการณ์ว่า "ระบบหลังบ้านล่ม จนทำให้ผู้ประกันตนเดือดร้อนทั่วหน้า เบิกอะไรไม่ได้เลย" ทำให้ประเด็นนี้มียอดเอนเกจเมนต์มากกว่า 8 ล้านเอนเกจเมนต์
“หักเงินไว แต่พอจะเอาคืน บอกระบบพัง” นี่คือเสียงสะท้อนที่เจ็บปวดและชัดเจนที่สุดถึงความเหลื่อมล้ำในการให้บริการ ชาวเน็ตต่างพุ่งเป้าวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่โปร่งใสของโครงการระดับบิ๊กโปรเจกต์นี้ โดยมีข้อสังเกตของผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ที่รุนแรงถึงขั้นระบุว่า "ส่อเค้าฮั้วประมูลตั้งแต่เริ่ม ราคานี้ควรได้ของดี แต่ทอนกันจนไม่รู้ว่าทำจริงกี่บาท"
ในส่วนการสื่อสาร มีข้อมูลว่าหน่วยงานได้ชี้แจงถึงสาเหตุและแนวทางดำเนินการ เช่น การเพิ่มกำลังบุคลากรเพื่อเร่งการดำเนินงานให้รองรับได้ราว 35,000 รายต่อวัน พร้อมทั้งมีการกล่าวถึงการพิจารณาเงื่อนไขและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับผู้ให้บริการระบบ (Vendor) ซึ่งยังเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายยังคงให้ความสนใจและติดตามเพื่อให้เห็นความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรม
ประเด็นที่ 2: แนวคิดการปรับปรุงโครงสร้างและการเพิ่มความคล่องตัวในการบริหาร (4.5 ล้านเอนเกจเมนต์)
โพสต์ที่ได้รับความนิยมและได้รับยอดเอนเกจเมนต์สูงถึง 4.5 ล้านเอนเกจเมนต์ คือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างภายในการบริหารงานของประกันสังคมที่มีทั้งแนวคิดการปฏิรูปโครงสร้างสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ครั้งใหญ่กำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะข้อเสนอในการแยก สปส. ออกจากระบบราชการ เพื่อบริหารจัดการเงินกองทุนที่มีมูลค่ามหาศาลกว่า 2.8 ล้านล้านบาทให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ประเด็นนี้ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังมีการจัดตั้งคณะกรรมการไตรภาคี (ตัวแทนลูกจ้าง, นายจ้าง และภาครัฐ) เพื่อศึกษาโครงสร้างใหม่โดยมีกรอบเวลาดำเนินการภายใน 60 วัน เพื่อให้สอดรับกับบริบทสังคมที่เปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มคนที่มองว่าการดึง สปส. ออกจากระบบราชการอาจส่งผลเสียต่อประชาชนในระยะยาวหากขาดกลไกกำกับดูแลที่รัดกุมพอ การถกเถียงในวงกว้างนี้สะท้อนให้เห็นว่า สังคมกำลังรอคอยบทสรุปเชิงโครงสร้างที่จะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างอิสระในการบริหารกับความมั่นคงของสวัสดิการมหาชนอย่างรอบด้านที่สุด
นอกจากนี้ยังมีประเด็นการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ชุดใหม่ กลายเป็นสมรภูมิทางความคิดที่ดุเดือดโดยชาวเน็ตส่วนใหญ่ต่างจับจ้องไปที่การเปลี่ยนกติกาในการเลือกตั้งครั้งใหม่นี้ที่ต้องการให้กระบวนการทุกอย่างต้องโปร่งใสและเปิดกว้าง เพราะบทเรียนจากระบบที่ตรวจสอบไม่ได้นั้นสร้างความเสียหายและทิ้งรอยร้าวไว้ในความรู้สึกของผู้ทำงานทั่วประเทศอย่างชัดเจน
ประเด็นที่ 3: ‘ชุดสูท 35 ล้าน – บินดูงานหรู’ ปมคำถามเรื่องความเหมาะสมของการใช้งบประมาณ (2.7 ล้านเอนเกจเมนต์)
ประเด็นเกี่ยวกับการจัดซื้อชุดสูทจำนวน 7,000 ชุด มูลค่า 35 ล้านบาทสำหรับเจ้าหน้าที่ สปส. ถูกพูดถึงอย่างมากบนสื่อสังคมออนไลน์ โดยโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้มียอดยอดเอนเกจเมนต์โดยรวมสูงกว่า 1 ล้านเอนเกจเมนต์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจต่อความเหมาะสมและความคุ้มค่าของการใช้จ่ายงบประมาณ จากมุมมองของผู้ประกันตนและสาธารณชน
นอกจากนี้กรณีบินหรูดูงานต่างประเทศของกลุ่มผู้บริหารได้สร้างความดุเดือดบนโซเชียลที่พุ่งสูงขึ้นเป็น 1.7 ล้านเอนเกจเมนต์ ซึ่งสังคมได้ตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการใช้งบประมาณที่เกินขอบเขต ในขณะที่สถานะทางการเงินของกองทุนและคุณภาพการบริการผู้ประกันตนยังคงมีปัญหา
กระแสสังคมออนไลน์สะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า สปส. สอบตกเรื่องการจัดลำดับความสำคัญ โดยชาวเน็ตมองว่าหน่วยงานให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และการดูงานที่อาจไม่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตน ในขณะที่ปัญหาพื้นฐานอย่างระบบสารสนเทศล่มและความยากลำบากในการเข้าถึงสิทธิกลับไม่ได้รับการแก้ไข จึงกลายเป็นกำแพงต่อความไม่เชื่อมั่นในหน่วยงาน
ประเด็นที่ 4: วิกฤตศรัทธา ‘ธรรมาภิบาลเงินกองทุน’ ปมลงทุนตึกหรู-หุ้นฉาว (1.6 ล้านเอนเกจเมนต์)
อีกหนึ่งประเด็นคือการบริหารจัดการเงินกองทุนประกันสังคมในมิติของการลงทุน โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่อย่างการเข้าซื้อ ตึก SKYY9 และการนำเงินไปลงทุนในหุ้นที่ประสบปัญหาอย่างรุนแรง ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนบนโลกออนไลน์จนกวาดเอ็นเกจเมนต์รวมสูงถึง 1.6 ล้านเอนเกจเมนต์
ข้อความบนโซเชียลมีเดียยังสะท้อนถึงความกังวลว่า “เงินที่มาจากหยาดเหงื่อแรงงานของผู้ประกันตนถูกนำไปใช้บริหารอย่างไม่โปร่งใสหรือไม่?” โดยได้เรียกร้องอย่างชัดเจนให้มีบทลงโทษที่รุนแรง สำหรับผู้บริหารหากพบการกระทำทุจริต
ด้วยเหตุนี้ทำให้สังคมตื่นตัวและเกิดการตั้งคำถามต่อว่า เหตุใดเงินกองทุนที่มีมูลค่ามหาศาลจึงถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการบริหารจัดการและความคุ้มค่าอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นสิ่งที่ผู้ประกันตนต้องการเห็นในเวลานี้ไม่ใช่เพียงคำชี้แจงรายโครงการ แต่คือการสร้างระบบตรวจสอบที่เข้มงวดและจริงจัง เพื่อพิสูจน์ว่าเงินสมทบทุกบาทจะถูกบริหารจัดการอย่างโปร่งใสเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตน
ประเด็นที่ 5: การปรับเพิ่มเงินสมทบ และความคาดหวังต่อสิทธิประโยชน์ที่ควรได้รับ (1.2 ล้านเอนเกจเมนต์)
ประเด็นการปรับเพิ่มอัตราเงินสมทบกลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างร้อนแรง โดยมียอดเอนเกจเมนต์พุ่งทะลุกว่า 1.2 ล้านเอนเกจเมนต์ เมื่อผู้ประกันตนต้องเผชิญกับการปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดจาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท ส่งผลให้จำนวนเงินที่ถูกหักรายเดือนขยับขึ้นเป็น 875 บาท
แม้ สปส. จะพยายามชี้แจงว่านี่คือการปรับปรุงครั้งใหญ่ในรอบกว่า 30 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน และมุ่งเป้าไปที่การเพิ่ม "เงินบำนาญ" ให้สูงขึ้นตามฐานเงินสมทบจริง เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับกลุ่มผู้มีรายได้สูงและเสริมความมั่นคงให้กองทุนในระยะยาว แต่ดูเหมือนว่าเหตุผลทางตัวเลขจะยังไม่สามารถเอาชนะใจประชาชนได้
แรงต้านบนโลกออนไลน์สะท้อนชัดว่า ผู้ประกันตนไม่ได้มองเรื่องนี้แยกส่วน แต่กลับนำไปเชื่อมโยงกับบาดแผลจากประเด็นอื่น ทั้งงบประมาณจัดซื้อที่ถูกมองว่าฟุ่มเฟือยและความล้มเหลวของระบบสารสนเทศ จนเกิดเป็นคำถามสำคัญว่า “เงินที่จ่ายเพิ่มไป จะถูกนำไปบริหารจัดการอย่างโปร่งใส หรือจะกลายเป็นงบประมาณเพื่อการใช้จ่ายในโครงการที่ถูกมองว่าฟุ่มเฟือย”
บทสรุปของประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่การส่งเสียงบ่นเรื่องของจำนวนเงินสมทบที่ประชาชนจะต้องจ่ายเพิ่มขึ้นไม่กี่ร้อยบาทต่อเดือน แต่คือการสะท้อนจากประชาชนผู้ที่ต้องจ่ายเงินสมทบจำนวนไม่น้อยในแต่ละเดือนจากหยาดเหงื่อแรงงานของผู้ประกันตน โดยอาจไม่ได้รับสวัสดิการที่ดีพออย่างที่ควรจะเป็น สิ่งที่เราได้เห็นคือชาวเน็ตจำนวนมากเห็นว่าหากต้องจ่ายเพิ่ม คุณภาพการบริการของสถานพยาบาล สิทธิประโยชน์ที่ครอบคลุม และสวัสดิการต่าง ๆ ที่ใช้งานได้จริงในยามเจ็บไข้ หรือในวัยเกษียณ ควรต้องยกระดับตามให้สอดคล้องกัน ไม่ใช่เพียงคำสัญญาเรื่องบำนาญในอนาคตที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนทางการบริหารจัดการ
แท็กที่เกี่ยวข้อง ประกันสังคม ,โซเชียล