เลือกตั้งและการเมือง
ทนาย “ทักษิณ” โต้ปมเรียกเก็บภาษี 1.7 หมื่นล้าน ชี้หากเป็นเงินก้อนเดียวกับ 4.6 หมื่นล้านที่รัฐเคยได้รับ ต้องทบทวนความเป็นธรรม
2 ชั่วโมงที่แล้ว
10 views
“ทนายวิญญัติ” เผยหลังไต่สวนคำร้องคุ้มครองชั่วคราวคดีภาษี “ทักษิณ” โต้ปมเรียกเก็บภาษี 1.7 หมื่นล้าน ชี้หากเป็นเงินก้อนเดียวกับ 4.6 หมื่นล้านบาทที่รัฐเคยได้รับ ต้องทบทวนความเป็นธรรม พร้อมขอศาลคุ้มครองชั่วคราวบังคับทรัพย์ หวั่นขายทอดตลาดแล้วภายหลังชนะคดี ด้านศาลนัดฟังคำสั่ง 16 พ.ย.นี้
เมื่อเวลา 12.20 น. วันที่ 7 ต.ค. 2569 ที่ศาลภาษีอากรกลาง ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคาร A นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัวของนายทักษิณ ชินวัตร เปิดเผยภายหลังการซักค้านพยานฝ่ายจำเลยเสร็จสิ้นว่า วันนี้เป็นนัดไต่สวนคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว โดยฝ่ายโจทก์มีพยานขึ้นเบิกความ 2 ปาก ได้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร และอดีตข้าราชการกรมสรรพากร ขณะที่ฝ่ายจำเลยซึ่งเป็นกรมสรรพากร มีพยานเป็นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษี 2 ปาก โดยการไต่สวนในวันนี้เสร็จสิ้นแล้ว
นายวิญญัติ กล่าวว่า คดีนี้เป็นการยื่นฟ้องในประเด็นข้อพิพาทที่ฝ่ายนายทักษิณเห็นว่าต่าง ในประเด็นที่เคยมีการพิจารณาในคดีก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีครั้งนี้เป็นการฟ้องซ้ำกับประเด็นเดิมที่ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรเคยมีคำพิพากษาไปแล้วนั้น ขอชี้แจงว่า คดีเดิมศาลได้วินิจฉัยเกี่ยวกับการประเมินภาษีของกรมสรรพากร โดยมีประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการและขั้นตอนในการประเมิน เช่น การออกหมายเรียกและการดำเนินการตามระเบียบหรือข้อปฏิบัติของกรมสรรพากร
นายวิญญัติ กล่าวต่อว่า หลังจากมีคำพิพากษา กรมสรรพากรได้ดำเนินการเร่งรัดหนี้ภาษีมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการอายัดทรัพย์สินของนายทักษิณ โดยปัจจุบันมีเงินในบัญชีที่ถูกอายัดประมาณ 90 ล้านบาท รวมถึงรถยนต์ 5 คัน และที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกับน้องสาวที่ จ.เชียงใหม่ โดยในจำนวนรถยนต์ดังกล่าวมีรถยนต์กันกระสุน 2 คัน
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า การร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในครั้งนี้จะมีผลต่อเนื่องกับเรื่องการฟ้องล้มละลายหรือไม่ นายวิญญัติ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นมาตรการที่อธิบดีกรมสรรพากรคนก่อนพยายามดำเนินการ โดยขณะนี้อธิบดีอาจมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว และมีแนวทางว่าหากไม่ชำระหนี้ก็อาจดำเนินการฟ้องล้มละลายในอนาคต อย่างไรก็ตาม กระบวนการฟ้องล้มละลายยังมีประเด็นที่ฝ่ายตนโต้แย้งกันอยู่ว่า ยังมีหนี้ภาษีอยู่จริงหรือไม่ และมีหนี้ที่ค้างชำระอยู่หรือไม่ จึงเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรชะลอไว้ก่อน และยังมีเวลาในการดำเนินการตามกระบวนการ
นายวิญญัติ กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ฝ่ายนายทักษิณยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราว เนื่องจากเห็นว่าทรัพย์สินบางส่วนที่ถูกอายัดนั้นเกี่ยวข้องกับเงินจำนวน ที่เคยถูกนำส่งหรือจัดเก็บเข้าสู่รัฐไปแล้ว โดยอ้างถึงเงินจำนวนประมาณ 46,000 ล้านบาทที่เกี่ยวข้องกับการขายหุ้นชินคอร์ปฯ และการดำเนินการตามคำพิพากษาที่ผ่านมา จึงเกิดคำถามว่า หากเงินจำนวนดังกล่าวได้เข้าสู่รัฐไปแล้ว เหตุใดจึงยังมีการเรียกเก็บภาษีจากเงินได้ในส่วนเดียวกันอีก และกรมสรรพากรได้มีการตรวจสอบหรือหารือกับกระทรวงการคลังเกี่ยวกับเงินดังกล่าวแล้วหรือไม่
“คำถามคือ รัฐยึดเข้าไปแล้ว รัฐได้ประโยชน์เข้าไปแล้วหรือไม่ เพียงกรมสรรพากรอ้างว่าตนเองไม่ได้จัดเก็บ อย่างนี้เป็นธรรมกับอดีตนายกทักษิณหรือไม่” นายวิญญัติ กล่าว
นายวิญญัติ กล่าวอีกว่า การขอคุ้มครองชั่วคราวในวันนี้ไม่ได้เป็นการขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งหรือยกเลิกการประเมินภาษี แต่เป็นการขอให้ศาลพิจารณาว่ามีเหตุสมควรที่จะคุ้มครองทรัพย์สินไว้ระหว่างที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาหรือไม่ โดยหากมีการขายทอดตลาดทรัพย์สินไปแล้ว และต่อมานายทักษิณเป็นฝ่ายชนะคดี ก็จะเกิดคำถามว่ากรมสรรพากรจะรับผิดชอบต่อผลที่เกิดขึ้นอย่างไร ส่วนรถยนต์กันกระสุน 2 คัน
นายวิญญัติ กล่าวว่า นายทักษิณได้เบิกความต่อศาลว่า รถยนต์ดังกล่าวมีความจำเป็นต่อความปลอดภัย เนื่องจากในอดีตเคยมีเหตุพยายามลอบสังหารหลายครั้ง จึงเห็นว่ารถดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตและความปลอดภัยของนายทักษิณ
นายวิญญัติ กล่าวถึงทรัพย์สินที่ถูกอายัดด้วยว่า แม้บางกรณีจะมีการถอนคำสั่งอายัด แต่ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่จะมีการดำเนินการตามกระบวนการบังคับชำระหนี้ต่อไป จึงเป็นเหตุให้ฝ่ายนายทักษิณต้องขอให้ศาลมีมาตรการคุ้มครองชั่วคราว โดยเฉพาะในส่วนทรัพย์สินที่ถูกอายัดอยู่ในขณะนี้
นายวิญญัติ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญอีกประการที่ฝ่ายโจทก์นำเสนอต่อศาล คือยอดภาษีที่กรมสรรพากรเรียกเก็บ ซึ่งมีการกล่าวถึงเงินต้นประมาณ 5,800 ล้านบาท อันเป็นเงินที่กรมสรรพากรอ้างว่าเป็นภาษีจากเงินได้จากการขายหุ้น รวมถึงเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม ทำให้ยอดเรียกร้องรวมอยู่ในระดับประมาณ 17,000 ล้านบาท โดยฝ่ายโจทก์ตั้งข้อโต้แย้งว่า หากเงินดังกล่าวเป็นเงินได้จากการขายหุ้นก้อนเดียวกับเงินที่ถูกดำเนินการตามคำพิพากษาและนำส่งรัฐไปแล้ว ก็ต้องพิจารณาว่าเป็นเงินได้ก้อนเดียวกันหรือไม่
“ถ้ามันเป็นเงินได้ก้อนเดียวกัน ก็คือเป็นเงินได้ที่จัดเก็บไปแล้ว ยังจะให้ผู้เสียภาษีคนหนึ่ง โดยเฉพาะนายทักษิณ มาจ่ายอีกหนึ่ง ไม่ใช่น้อย ๆ แต่เป็น 17,000 ล้านบาท มันอยู่ใน 46,000 ล้านบาท ถ้าไม่ใช่ ให้ทุกคนออกมาปฏิเสธ กระทรวงการคลังออกมาปฏิเสธ” นายวิญญัติ กล่าว
นายวิญญัติ ยังอ้างถึงข้อมูลของกรมบัญชีกลางเกี่ยวกับเงินจำนวนดังกล่าว โดยระบุว่ามีเอกสารหรือข้อมูลที่เคยมีการแถลงเกี่ยวกับเงินจากการขายหุ้นและการนำส่งเงินให้รัฐ พร้อมยืนยันว่าประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในข้อเท็จจริงที่ฝ่ายโจทก์นำมาโต้แย้งในคดีนี้
สำหรับการดำเนินคดีต่อจากนี้ นายวิญญัติ กล่าวว่า ฝ่ายอัยการได้ขอขยายเวลาในการยื่นคำให้การเพิ่มเติม โดยให้เหตุผลว่าคดีมีความซับซ้อนและมีประเด็นที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับคำพิพากษาที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายโจทก์ไม่คัดค้านการขยายเวลา โดยศาลให้โอกาสขยายเวลาเพิ่มเติมเป็นครั้งที่ 3
นายวิญญัติ กล่าวว่า ศาลได้นัดพิจารณาเรื่องคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวอีกครั้ง โดยจากกำหนดการที่แจ้งต่อคู่ความ ศาลนัดฟังคำสั่งเกี่ยวกับการคุ้มครองชั่วคราวในวันที่ 16 พ.ย. 2569 เวลา 09.00 น. ส่วนกระบวนการในคดีหลักมีการนัดหมายในขั้นตอนต่อไปตามที่ศาลกำหนด
นายวิญญัติ กล่าวถึงข้อโต้แย้งในเชิงกฎหมายเพิ่มเติมว่า ฝ่ายโจทก์ได้นำหลักเรื่อง “ผลไม้จากต้นไม้พิษ” หรือ มาประกอบการโต้แย้ง โดยเห็นว่ากระบวนการที่นำไปสู่การดำเนินการกับนายทักษิณในช่วงที่ผ่านมา มีจุดเริ่มต้นจากการดำเนินการของคณะบุคคลและกระบวนการที่เกิดขึ้นภายหลังการยึดอำนาจ และเห็นว่าประเด็นดังกล่าวควรถูกพิจารณาในแง่ความเป็นธรรมของกระบวนการด้วย
“สิ่งเหล่านี้เป็นทฤษฎีกฎหมายตามกฎหมาย เรื่องผลไม้พิษ ผลไม้ของต้นไม้พิษ ท่านถูกอายัดยึดทรัพย์ ถูกดำเนินคดี ทุกท่านคงทราบดีว่าล้วนมาจากคณะยึดอำนาจ 2 คณะอย่างน้อย คณะที่ถูกแต่งตั้ง บุคคล กลุ่มบุคคลที่มาจากอำนาจดังกล่าว ล้วนแต่เป็นผลไม้พิษ” นายวิญญัติ กล่าว
นายวิญญัติ กล่าวว่า ประเด็นที่ฝ่ายตนนำเสนอต่อศาลไม่ได้หมายความว่าเป็นการตัดสินล่วงหน้าว่ากระบวนการทั้งหมดไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ต้องการให้ศาลพิจารณาว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นมีความเป็นธรรมหรือไม่ โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศกำลังพยายามเดินหน้าไปสู่การปรองดองและลดความขัดแย้งทางการเมือง
ทั้งนี้ นายวิญญัติ ย้ำว่า การพิจารณาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในวันนี้ เป็นเพียงการพิจารณาว่ามีเหตุสมควรที่จะคุ้มครองทรัพย์สินของนายทักษิณไว้ระหว่างการพิจารณาคดีหรือไม่ ยังไม่ได้เป็นการพิจารณาว่าฝ่ายใดเป็นผู้ชนะหรือแพ้ในคดีหลัก และไม่ได้เป็นการขอให้ศาลเพิกถอนคำสั่งหรือยุติการเรียกเก็บภาษีในทันที
แท็กที่เกี่ยวข้อง ทักษิณชินวัตร ,ทนายวิญญัติ ,คดีภาษี