เลือกตั้งและการเมือง

“รัฐบาล” แจงปั๊มน้ำมันถูกจรวด “กัมพูชา” ตกใส่ไม่เข้าหลักเกณฑ์รับเงินเยียวยา “กังฟู” ซัดรัฐเคยบอกจะช่วยครึ่งหนึ่ง

25 ก.ค. 2569

208 views

ตามที่เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาบ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เดินทางมายื่นเรื่องร้องเรียนที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เพื่อติดตามการขอรับเงินช่วยเหลือเยียวยาจากเหตุจรวด BM-21 ตกใส่สถานีบริการน้ำมันและร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven จากการกระทำของกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 นั้น


นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเข้าใจถึงความเดือดร้อน ความเสียหาย และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนและผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยนายกรัฐมนตรีได้ติดตามการช่วยเหลือมาอย่างต่อเนื่อง และกำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่ เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบได้รับการดูแลอย่างรวดเร็ว ครอบคลุม และเป็นธรรม ภายใต้กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง


เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้สถานีบริการน้ำมัน ปตท. และร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ภายในสถานีบริการได้รับความเสียหาย รวมถึงมีประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ ภาครัฐ หน่วยงานท้องถิ่น และภาคเอกชนจึงได้ร่วมกันเร่งให้ความช่วยเหลือทันทีหลังเกิดเหตุ


จากรายงานของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สรุปผลการช่วยเหลือ ดังนี้

1. สถานีบริการน้ำมัน ได้รับความเสียหายมูลค่าประมาณ 3.05 ล้านบาท โดยได้รับเงินชดเชยจากบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด จำนวน 1 ล้านบาท และได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท ปตท. จำนวน 2.05 ล้านบาท ปัจจุบันสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้แล้วตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2568


2. ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ได้รับความเสียหายมูลค่าประมาณ 14 ล้านบาท โดยได้รับความช่วยเหลือจากบริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด จำนวน 9 ล้านบาท และกลับมาเปิดให้บริการแล้วตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568


3. ผู้เสียชีวิตจำนวน 7 ราย ได้รับการช่วยเหลือครบถ้วนแล้ว รวมเป็นเงินประมาณ 58 ล้านบาท ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 12 ราย ได้รับการช่วยเหลือครบทุกคน รวมเป็นเงินประมาณ 4.6 ล้านบาท โดยได้รับเงินช่วยเหลือตั้งแต่รายละ 100,000–800,000 บาท ตามระดับความรุนแรงของอาการบาดเจ็บและสิทธิตามหลักเกณฑ์ของแต่ละหน่วยงาน


นางสาวรัชดากล่าวว่า เงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ มาจากหลายแหล่งงบประมาณ ได้แก่ กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี เงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สำนักงานประกันสังคม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงงบกลาง ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินการจนการช่วยเหลือในส่วนดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว


สำหรับการขอรับเงินช่วยเหลือจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกรัฐมนตรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอธิบายว่า ทุกคำขอจะต้องผ่านการตรวจสอบและการพิจารณาของคณะกรรมการตามระเบียบของกองทุนฯ โดยหากความเสียหายเข้าเงื่อนไขและหลักเกณฑ์ ผู้ประสบภัยจะได้รับเงินช่วยเหลือโดยเร็ว


อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบกรณีความเสียหายของสถานีบริการน้ำมัน พบว่าคำขอในส่วนดังกล่าวยังไม่เข้าเกณฑ์การจ่ายเงินจากกองทุนฯ เนื่องจากเป็นความเสียหายต่อทรัพย์สินที่ใช้ประกอบธุรกิจ และได้รับการชดเชยจากบริษัทประกันภัย รวมถึงได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทต้นสังกัดแล้ว การพิจารณาจึงต้องคำนึงถึงหลักเกณฑ์เรื่องการไม่จ่ายเงินชดเชยซ้ำในความเสียหายรายการเดียวกัน เพื่อให้การใช้เงินของรัฐเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อผู้ประสบภัยทุกกรณี


“รัฐบาลขอเข้าใจและเห็นใจต่อผู้ประสบเหตุทุกคน เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลข แต่กระทบทั้งชีวิต ครอบครัว อาชีพ และความรู้สึกของประชาชน รัฐบาลจึงได้เร่งระดมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ผู้ประสบภัยและผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและประกอบอาชีพได้โดยเร็วที่สุด พร้อมทั้งยืนยันว่าทุกคำร้องจากทุก ๆ กรณีจะได้รับการรับฟัง ตรวจสอบ และพิจารณาด้วยความรอบคอบ ตามหลักเกณฑ์เดียวกันและคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ” นางสาวรัชดากล่าว


ด้าน นายวสวรรธน์ พวงพรศรี สส. บัญชีรายชื่อพรรคไทรวมพลัง โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ภายหลังนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงกรณีที่เจ้าของสถานีบริการน้ำมัน ปตท. สาขาบ้านผือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ยื่นหนังสือร้องเรียนว่า ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาจากรัฐ แม้แต่บาทเดียว จากเหตุจรวด BM-21 ตกใส่สถานีบริการน้ำมันและร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven จากการกระทำของกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ซึ่งโฆษกรัฐบาล ชี้แจงว่าไม่เข้าหลักเกณฑ์รับเงินเยียวยาจากกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย เนื่องจากได้รับเงินชดเชยจากบริษัทประกัน และบริษัทเอกชนแล้ว ว่า หลังจากโฆษกรัฐบาลออกมาชี้แจง ผมได้พูดคุยกับเจ้าของปั๊มโดยตรง ข้อเท็จจริงคือ


* 9 ล้านบาทจาก CP เป็นการช่วยเหลือในรูปของสินค้า ไม่ใช่เงินสด

* เงินประกัน 1 ล้านบาท เป็นความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เพราะเหตุการณ์นี้เป็นภัยสงคราม จึงไม่อยู่ในความคุ้มครองของกรมธรรม์ และเจ้าของเป็นผู้จ่ายเบี้ยทำประกันเอง

* ปตท. ช่วยเฉพาะโครงสร้างหลังคาปั๊มประมาณครึ่งหนึ่ง ส่วนค่ารื้อถอน ค่าก่อสร้างอาคารใหม่ และค่าเสียรายได้ เจ้าของต้องรับภาระเอง คิดเป็นส่วนต่างอีกกว่าสิบล้านบาท

* ภาครัฐ จนถึงวันนี้ยังไม่ได้ช่วยเหลือแม้แต่บาทเดียว เพราะปั๊มเป็นนิติบุคคล ไม่เข้าเกณฑ์เยียวยา แม้ว่าเจ้าหน้าที่เคยแจ้งตอนเกิดเหตุใหม่ ๆ ว่าช่วยได้ครึ่งหนึ่งของความเสียหาย และเจ้าของก็ยินดีรับ 4 ล้าน จากยอดขอ8 ล้าน แต่วันนี้ที่รัฐบาลชี้แจงแสดงว่าไม่ได้แล้วครับ


เจ้าของปั๊มบอกกับผมว่า หากสุดท้ายไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐก็พร้อมยอมรับชะตากรรม และจะเดินหน้าต่อไปตามกระบวนการ


ผมจะพยายามหาแนวทางทบทวนหลักเกณฑ์การเยียวยา โดยใช้กระบวนการทางกรรมาธิการของสภา เพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจริง ไม่ต้องถูกตัดสิทธิ์เพียงเพราะข้อกำหนดทางกฎหมาย และได้รับความเป็นธรรมตามความเหมาะสมครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง  

คุณอาจสนใจ