เลือกตั้งและการเมือง

"อภิสิทธิ์" แจง ปชป. งดออกเสียงโหวตนายกฯ เหตุทั้ง "อนุทิน-ณัฐพงษ์" มีคดีความรอตัดสิน

11 ชั่วโมงที่แล้ว

10 views

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและสส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงเหตุผลที่งดออกเสียงในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ว่าตนขออ้างอิงข้อบังคับว่าด้วยเรื่องประมวลจริยธรรมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในข้อ 16 ที่ระบุว่า สมาชิกและกรรมธิการ ต้องพิจารณาเห็นชอบให้บุคคลที่จะดำรงตำแหน่งโดยคำนึงถึงความรู้ความสามารถและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลดังกล่าวด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะให้พูดเฉพาะเรื่องความรู้ความสามารถไม่ใช่ข้อบังคับ เราจึงต้องสามารถพูดถึงเรื่องของพฤติกรรมทางจริยธรรม ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย ว่านายกรัฐมนตรีจะต้องมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่มีพฤติกรรมอันที่ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในส่วนความรู้ความสามารถนั้น ตนไม่ขอใช้เวลามาก เพราะในกรณีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ตนเสียดายช่วงหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่มีโอกาสได้ฟังวิสัยทัศน์ของนายอนุทินเลย แต่ได้ฟังวิสัยทัศน์ของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน มากพอสมควร และได้ฟังหนิมพูดถึงหนู มากกว่าที่นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเพื่อไทย พูดในสภา

แต่สิ่งที่สำคัญที่ตนบอกว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถให้ความเห็นชอบการเสนอชื่อนายอนุทินได้ ตนขอหยิบเรื่องคดีความ เพราะเมื่อเราพูดถึงเรื่องจริยธรรมไม่ใช่เรื่องการตัดสินเชิงกฎหมาย และสิ่งที่ตนพูด ไม่ใช่การกล่าวหาหรือไม่กล่าวหา ไม่ได้บอกว่าเป็นจริงหรือเป็นเท็จ แต่คือสถานะของบุคคลที่ถูกเสนอชื่อสมควรที่จะได้การรับความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ชัดเจน เราต้องการสร้างการเมืองสุจริตและเรารวมทั้งพรรคประชาชนที่แสดงวิสัยทัศน์ในเวทีต่างๆนั้น เห็นตรงกันว่าความรับผิดชอบทางการเมือง หรือมาตรฐานทางการเมืองต้องต่างและสูงกว่าเรื่องของความรับผิดชอบหรือมาตรฐานทางกฎหมาย

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ประเด็นที่ตนหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลักที่ไม่สามารถเห็นชอบนายอนุทินได้คือ เรื่องคดีฮั้ว สว. เพราะเรื่องนี้มีความร้ายแรงที่สามารถทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตยตามเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญโดยสิ้นเชิง เพราะถ้าสมาชิกวุฒิสภาไม่มีความเป็นกลางทางการเมืองตกอยู่ภายใต้อิทธิพล อาณัติของพรรคการเมืองหรือนักการเมืองแล้ว สมาชิกวุฒิสภาซึ่งมีหน้าที่ในการสรรหาองค์กรอิสระก็จะทำให้องค์กรอิสระนั้นขาดความเป็นกลางไม่เที่ยงทำและไม่สามารถตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารหรือพรรคการเมืองได้

และบังเอิญนายอนุทิน ปัจจุบันตกอยู่ในสถานะผู้ถูกกล่าวหาในการดำเนินการของสองหน่วยงานด้วยกันคือ กกต. ที่อนุกรรมการสอบสวน ก็ได้มีความเห็นว่า นายอนุทิน รวมถึงผู้ถูกกล่าวหา ได้ฝ่าฝืน พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีความคลางแคลงใจของสังคมที่ยิ่งทวีคูณขึ้นมา โดยปกติแล้วเมื่ออนุกรรมการสืบสวนสอบสวนได้สอบสวนเสร็จแล้วก็จะจำหน่ายเรื่องนี้หรือจ่ายเรื่องนี้ไปให้อนุกรรมการวินิจฉัยซึ่งมีอยู่ 35 คณะ และจะจ่ายให้คณะใดก็เรียงลำดับตามเรื่องที่เข้า จึงทำให้ไม่มีความชัดเจนว่าจะไปอยู่ที่คณะใด แต่ปรากฏว่า กกต.ได้ตั้งกรรมการขึ้นมาใหม่เป็นชุดที่36 เจาะจงมาพิจารณาเรื่องนี้

และยังเกิดความคลางแคลงใจของสังคมที่ กกต.ได้ตั้งอนุกรรมการ ชุดที่ 36 ขึ้นมาใหม่ เพื่อสอบสวนเรื่องดังกล่าว จนมีการฟ้องร้อง กกต.ต่อศาลทุจริตและประพฤติมิชอบ ดังนั้น นายอนุทิน ยังอยู่ในสถานะผู้ถูกกล่าวหา จนมีผู้ไปฟ้องร้องว่าการตั้งอนุกรรมการดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไม่ชอบและได้ฟ้องไปที่ศาลอาญาทุจริต ซึ่งจะมีคำสั่งในเรื่องนี้เดือนหน้า ดังนั้น นายอนุทิน ยังอยู่ในสถานะผู้ถูกกล่าวหา แม้จะมีข่าวว่าอนุกรรมการชุดที่ 36 จะยกเรื่องนี้ แต่อำนาจสุดท้ายอยู่ที่กกต. และเรื่องนี้ก็จะส่งผลต่อการตัดสินใจตั้งคณะรัฐมนตรีของนายอนุทินด้วย เพราะบุคคลผู้ถูกกล่าวหา มีเป็นจำนวนมากและอีกหน่วยงานที่สอบสวนคือกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ซึ่งมีข้อหาตั้งยี่และการฟอกเงิน

ด้วยเหตุผลนี้ ตนจึงไม่เห็นชอบบุคคลที่มีคดีค้างอยู่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ เพราะจะเป็นการบั่นทอนความศรัทธาของประชาชน ที่พึงจะมีเป็นการรบกวนประเด็นในการบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นการทำให้ประชาชนมีความรู้สึกว่าทำไมเราไม่สามารถหาบุคคลอื่น

และเหตุผลว่าทำไมจึงไม่สนับสนุน นายณัฐพงษ์ด้วย หลักเกณฑ์และมาตรฐานเดียวกัน หากถูก ปปช.ชี้มูลและเรื่องส่งเข้าสู่ศาลอาจจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ พรรคประชาธิปัตย์ก็มีความเห็นว่าไม่สามารถสนับสนุนได้เช่นกัน และไม่ต้องกังวลว่าการงดออกเสียงจะเป็นการรอร่วมรัฐบาล ตนทำงานเป็นฝ่ายค้าน ไม่มีประวัติรอร่วมรัฐบาล ทำงานในทางตรวจสอบจริง ไม่ตรวจสอบทำคอนเทนท์ เดินหน้าด้วยความตั้งใจ สิ่งที่ตนเสียดายที่สุดคือ ถ้าบอกว่าจะไม่ยอมรับกันเลือกตั้ง นอกเหนือจากประเด็นที่ชี้ให้เห็นไปแล้วว่ามีการกระทำในการจัดการเลือกตั้งที่ไม่เรียบร้อย และเรื่องก็ยังค้างอยู่ในศาลและมีข้อโต้แย้งมากมายนั้น ตนขอเรียนว่าน่าเสียดายสองพรรคการเมืองที่เสนอชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะความจริงมีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่ไม่มีปัญหาทั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และนายวีระยุทธ วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร เราจึงจำเป็นต้องงดออกเสียง

คุณอาจสนใจ

Related News