ต่างประเทศ

เตือนทั่วโลกกำลังเจอกับ "สแตกเฟลชั่น" น้ำมันแพง เศรษฐกิจชะลอ แต่เงินเฟ้อสูง

11 ชั่วโมงที่แล้ว

71 views

รอยเตอร์ส รายงานวิเคราะห์ว่าตลาดทั่วโลกกำลังจะเจอกับภาวะราคาน้ำมัน อัตราดอกเบี้ย และผลตอบแทนพันธบัตรที่พุ่งสูงขึ้น ที่กำลังก่อให้เกิดภาวะ แสตกเฟลชั้น (Stagflation) หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่กับเงินเฟ้อสูง) ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อตลาดการเงินอย่างมาก


โดยสาเหตุสำคัญมาจากที่ ราคาพลังงาน และดอกเบี้ยซึ่งเป็นต้นทุนการกู้ยืมทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นอันเป็นผลมาจากสงครามในตะวันออกกลาง กำลังผลักดันให้ระบบเศรษฐกิจและตลาดการเงินเข้าใกล้ช่วงเวลาที่อาจสร้างความเสียหายได้ นั่นคือภาวะที่เงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจเติบโตช้า


ทั้งนี้ ในขณะนี้ ตลาดหุ้นยังคงยืนอยู่ในระดับใกล้จุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และการเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงแข็งแกร่งด้วยแรงหนุนจากการใช้จ่ายมหาศาลในกระแสความนิยมด้าน AI (ปัญญาประดิษฐ์)  นอกจากนี้ การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซ รวมถึงอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกที่พุ่งขึ้น ก็ยังเป็นการปรับตัวที่เป็นไปอย่างมีระเบียบและไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป


แต่กระนั้น จากการพิจารณาที่ตัวชี้วัดจำนวนมากเริ่มส่งสัญญาณว่าความเปราะบางกำลังคืบคลานเข้ามาแล้ว  โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ที่สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้ากลับมาซื้อขายที่ระดับสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง ซึ่งสูงกว่าระดับก่อนเกิดสงครามถึง 50% เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลางกำลังคุกคามเส้นทางการขนส่งน้ำมันเพิ่มเติม ข้อมูลจากตลาดอนุพันธ์ชี้ให้เห็นว่านักลงทุนไม่ได้คาดการณ์ว่าราคาจะลดลงในระยะสั้นนี้


ไม่ใช่แค่ราคาน้ำมันดิบเท่านั้นที่พุ่งสูงขึ้น ราคาน้ำมันดีเซลกำลังขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนราคาเชื้อเพลิงอากาศยาน หรือ "เจ็ท ฟูล" (Jet Fuel) ก็พุ่งขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ก่อนเกิดสงคราม ในขณะที่ราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรปพุ่งแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 เนื่องจากบริษัทสาธารณูปโภคในภูมิภาคต้องแย่งชิงอุปทานก๊าซกับคู่แข่งในเอเชีย


ยิ่งไปกว่านั้น  อัตราเงินเฟ้อก็เริ่มกลับมาเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง โดยในสหรัฐฯ อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ทรงตัวอยู่ที่ระดับ 3.4% ในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นผลมาจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันเบนซินถึง 3.9%


ขณะที่ สถานการณ์ในยุโรปก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อรายปีของยูโรโซนเร่งตัวขึ้นสู่ระดับ 3.3% ในเดือนสิงหาคม จาก 2.9% ในเดือนกรกฎาคม ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางยุโรป (ECB) มาก โดยมีปัจจัยหลักมาจากราคาพลังงาน สถานการณ์ในสหราชอาณาจักรก็ไม่ต่างกัน โดยอัตราเงินเฟ้อพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือนที่ 3.1% ในเดือนสิงหาคม


ทั้งนี้ ราคาพลังงานเป็นปัจจัยหลักที่มีอิทธิพลต่อการคาดการณ์ทิศทางอัตราดอกเบี้ย ซึ่งสงครามอิหร่านได้เปลี่ยนแปลงแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยโลกไปอย่างสิ้นเชิง จากเดิมที่ตลาดและนักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าธนาคารกลางรายใหญ่ของโลกจะคงอัตราดอกเบี้ยหรือปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง แต่ทว่าล่าสุดเมื่อวันพุธ ธนาคารกลางสหรัฐก็ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยขึ้นไปแล้วครั้งแรกในรอบ 3 ปี ทำให้คาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรปจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามไปด้วย และคาดว่าราคาพลังงานเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย


ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคกำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก ขาดกระแสเงินสดอย่างหนัก โดย ราคาเชื้อเพลิงที่สถานีบริการพุ่งสูงขึ้น และค่าพลังงานในครัวเรือนก็มีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นเช่นกันในฤดูหนาวนี้ โดยเฉพาะในยุโรปซึ่งมีปริมาณสำรองพลังงานต่ำที่สุดในรอบ 15 ปีสำหรับช่วงเวลานี้ของปี นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่ออื่นๆ ก็ปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่การเติบโตของค่าจ้างไม่สามารถไล่ตามทันค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

นักลงทุนต่างคาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวขึ้น และกระทบกับสินค้าฟุ่มเฟือยเป็นอันดับแรก โดยจะเห็นว่า หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย ของสหรัฐฯ มีผลประกอบการย่ำแย่ที่สุดในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทนับตั้งแต่ต้นปี โดยปรับตัวลดลงเกือบ 6% สวนทางกับดัชนี เอสแอนด์พี-500 ที่ปรับตัวขึ้น 10% ส่วนในยุโรป สถานการณ์ยิ่งแย่หนักเมื่อหุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย  ร่วงลงถึง 17% ในปีนี้


ยิ่งไปกว่านั้น ภาวะอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นทำให้ผู้บริโภคที่กำลังเผชิญแรงกดดันทางการเงินมีแนวโน้มที่จะเลือกออมเงินมากกว่าการใช้จ่าย ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจภายในประเทศขาดแรงขับเคลื่อนสำคัญในการเติบโตอีกด้วย


https://youtu.be/rrGRZQVI6L8





คุณอาจสนใจ