เศรษฐกิจ
IMF ชี้ “ไทย” อยู่ในกลุ่มเสี่ยงวิกฤตพลังงาน แนะ “รัฐบาล” บริหารจัดการให้ดี เผย “เอเชีย” กระทบสุด
2 ชั่วโมงที่แล้ว
30 views
IMF ชี้ “ไทย” อยู่ในประเทศกลุ่มเสี่ยงต่อวิกฤตพลังงาน เหตุพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซถึง 8% ของ GDP แนะ “รัฐบาล” บริหารจัดการให้ดี เน้นช่วยกลุ่มเปราะบางแบบเฉพาะเจาะจง เผยแนวโน้มเศรษฐกิจ “เอเชีย” เจอ “ภาวะช็อกด้านพลังงาน” มากที่สุดในโลก
นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการแผนกเอเชียและแปซิฟิกของ IMF ให้คำแนะนำด้านนโยบายการเงินแก่ธนาคารแห่งประเทศไทยว่า ควรพิจารณาระงับการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ก่อน เพื่อรักษาพื้นที่ในการดำเนินนโยบาย หรือ Policy Space ไว้ใช้ยามจำเป็นในอนาคต แม้อัตราเงินเฟ้อปัจจุบันจะยังอยู่ในระดับต่ำก็ตาม โดยย้ำว่านโยบายการเงินต้องมีความคล่องตัวต่อสถานการณ์โลก
สำหรับสถานะทางการคลัง IMF ประเมินระดับหนี้สาธารณะของไทยที่ร้อยละ 65 ถึง 66 ว่ายังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ แต่มีข้อเสนอแนะให้รัฐบาลปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งบประมาณ โดยควรยกเลิกมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานแบบทั่วไป และเปลี่ยนเป็นการให้ความช่วยเหลือแบบเฉพาะเจาะจง หรือ Targeted Support แก่ครัวเรือนกลุ่มเปราะบางและภาคธุรกิจที่มีศักยภาพ เพื่อลดภาระงบประมาณและปล่อยให้กลไกราคาทำงานอย่างแท้จริง
ในระยะยาว IMF เน้นย้ำให้ไทยเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการลงทุนในพลังงานทางเลือกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนต่อภาวะช็อกด้านราคาพลังงานในอนาคต
โดย นายกฤษณะ ศรีนิวาสัน ผู้อำนวยการฝ่ายเอเชียและแปซิฟิกของ IMF ระบุอีกว่า แม้เศรษฐกิจเอเชียจะก้าวเข้าสู่ปี 2569 ด้วยพื้นฐานที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง โดยได้รับอานิสงส์จากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ที่ต่ำกว่าคาด วงจรสินค้าเทคโนโลยีที่ช่วยหนุนการส่งออก และนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย แต่ปัจจัยบวกเหล่านี้กำลังถูกบดบังด้วยผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ข้อมูลจาก IMF ชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจเอเชียมีการใช้พลังงานสูงมาก โดยสัดส่วนการใช้น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นราว 4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ซึ่งสูงกว่ายุโรปเกือบ 2 เท่า นอกจากนี้ ด้วยข้อจำกัดด้านกำลังการผลิตในภูมิภาค ทำให้เอเชียต้องนำเข้าน้ำมันและก๊าซสุทธิสูงถึง 2.5% ของ GDP
ผู้อำนวยการ IMF ชี้ว่า นี่คือภาวะช็อกที่จะส่งผลกระทบต่อเอเชียมากกว่าภูมิภาคอื่น ซึ่งสิ่งที่จะเห็นคือ เงินเฟ้อที่สูงขึ้น การเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง และสถานะดุลบัญชีเดินสะพัดที่ย่ำแย่ลง
IMF คาดการณ์ว่าในกรณีทั่วไป การเติบโตทางเศรษฐกิจของเอเชียจะชะลอตัวจาก 5% ในปี 2568 ลงมาอยู่ที่ 4.4% ในปี 2569 และ 4.2% ในปี 2570 แต่ในกรณีที่เลวร้าย หากสงครามรุนแรงขึ้น การเติบโตของเอเชียอาจลดลงสะสม 1 – 2% ภายในปี 2570
นายกฤษณะเสริมว่า ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อไม่เพียงแต่จะทำให้ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้น แต่อาจทำให้เกิดการขาดแคลน เคมีภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน รวมถึงก๊าซที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องจักรและอาหาร ซึ่งจะทำให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจรุนแรงและเฉียบพลันยิ่งขึ้น
แท็กที่เกี่ยวข้อง วิกฤตพลังงาน ,ข่าวเศรษฐกิจ