เลือกตั้งและการเมือง

“ชัชชาติ” ยัน เรื่องยังไม่จบ แจงปม กทม. จัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย คำสั่งลงโทษถูกตีกลับสอบเพิ่ม

9 มิ.ย. 2569

39 views

“ชัชชาติ” เปิดไทม์ไลน์สอบทุจริตเครื่องออกกำลังกาย กทม. ลั่น คอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ขยะแขยง สั่งตั้งกรรมการภายใน 1 สัปดาห์ หลังรับเรื่องร้องเรียน ส่ง ป.ป.ช. ตรวจสอบตั้งแต่ต้น พร้อมชี้ผลลงโทษ 600 บาท เป็นเพียงผลจากกระบวนการชั้นต้น ไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายของคดี เรื่องยังไม่จบ แต่ต้องขอบคุณ ส.ส.แบงค์ หยิบประเด็นทุจริตขึ้นมาตรวจสอบ

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ แถลงชี้แจงกรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ภายหลังนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ หรือ สส.แบงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน เผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กในวาระครบรอบ 2 ปีของการเปิดโปงโครงการดังกล่าว โดยระบุว่า คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่กรุงเทพมหานครแต่งตั้งขึ้น ได้สอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวม 32 ราย ก่อนมีผลสรุปว่า 20 รายไม่มีความผิด และอีก 12 รายมีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ถูกลงโทษด้วยการหักเงินเดือนร้อยละ 2 หรือคิดเป็นเงินประมาณ 600 บาทต่อคน

นายชัชชาติกล่าวว่า กรณีดังกล่าวยังไม่ถือว่าสิ้นสุดกระบวนการตามที่มีการนำเสนอ เนื่องจากขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ซึ่งได้มีคำสั่งให้ทบทวนผลการลงโทษอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังมีประเด็นความรับผิดทางละเมิดและการเรียกค่าเสียหายที่ยังไม่ได้ข้อยุติ รวมถึงการไต่สวนของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการ

นายชัชชาติ กล่าวว่า เมื่อได้รับข้อมูลเกี่ยวกับโครงการดังกล่าวในปี 2567 กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยเริ่มจากการสืบสวนข้อเท็จจริง ก่อนพบว่ามีมูลเพียงพอที่จะตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงกับผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งรวมถึงข้าราชการระดับสูงหลายราย ถือเป็นกรณีที่ส่งผลสะเทือนต่อระบบราชการของกรุงเทพมหานครอย่างมาก

นายชัชชาติ ระบุว่า กระบวนการสอบสวนวินัยใช้เวลาค่อนข้างนาน เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการในช่วงเกษียณอายุราชการและมีการขยายผลการสอบสวนเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม เมื่อผลสอบสวนรอบแรกเสนอเข้ามา ตนเห็นว่าผลการพิจารณาและบทลงโทษยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและความรู้สึกของสังคม จึงได้สั่งให้มีการทบทวนและสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง

ภายหลังคณะกรรมการสอบสวนยืนยันผลเดิม กรุงเทพมหานครจึงส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดในการพิจารณาโทษทางวินัยของข้าราชการกรุงเทพมหานคร โดย ก.ก. ได้มีความเห็นให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมอีกครั้ง เนื่องจากยังมีประเด็นข้อเท็จจริงที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม

“เรื่องนี้ยังไม่จบ การหักเงินเดือนที่เป็นข่าวยังไม่ใช่ข้อยุติสุดท้าย ผมเองไม่เห็นด้วยกับผลสอบสวนและบทลงโทษดังกล่าว จึงสั่งให้มีการทบทวนหลายครั้ง และเมื่อคณะกรรมการสอบสวนยังยืนยันผลเดิม จึงส่งเรื่องให้ ก.ก. พิจารณา ซึ่ง ก.ก. ก็มีความเห็นให้สอบเพิ่มเติมอีก” นายชัชชาติ กล่าว...

สำหรับกรณีที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการหักเงินเดือนเพียงร้อยละ 2 หรือประมาณ 600 บาทนั้น นายชัชชาติกล่าวว่า ตนไม่ได้คัดค้านเพียงเรื่องจำนวนเงิน แต่คัดค้านกระบวนการสอบสวนและผลการพิจารณาโดยรวม เนื่องจากเห็นว่าข้อสรุปยังไม่ชัดเจนเพียงพอ จึงสั่งให้มีการทบทวนใหม่ทั้งหมด

ด้านนางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้นมีนโยบายชัดเจนในการต่อต้านการทุจริต และเมื่อได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับโครงการทั้ง 7 โครงการเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2567 ก็ได้สั่งการให้นำเรื่องเข้าสู่ศูนย์ต่อต้านการทุจริตของกรุงเทพมหานครทันที พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์

นางสาวทวิดา ระบุว่า ภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2567 คณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงได้เสนอผลการสอบสวนเบื้องต้นแล้ว ถือว่าเป็นการดำเนินการที่รวดเร็วเมื่อเทียบกับมาตรฐานของระบบราชการ โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้นได้ใช้อำนาจสั่งให้ทบทวนผลสอบสวนอีกครั้ง เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับผลที่เสนอมา

นางสาวทวิดา ยังชี้แจงว่า การลงโทษด้วยการตัดเงินเดือนไม่ใช่ดุลยพินิจที่กำหนดขึ้นเอง แต่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ทางวินัยของข้าราชการ ซึ่งกำหนดฐานความผิดและอัตราโทษไว้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากการสอบสวนเพิ่มเติมพบข้อเท็จจริงใหม่ หรือหาก ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดในภายหลัง ก็อาจนำไปสู่การกำหนดโทษที่รุนแรงขึ้นได้ ตั้งแต่การลดขั้นเงินเดือน ปลดออก หรือไล่ออก

นายชัชชาติ ย้ำว่า กรุงเทพมหานครได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบตั้งแต่เริ่มต้น เนื่องจาก ป.ป.ช. มีอำนาจในการตรวจสอบเส้นทางการเงินและขยายผลได้มากกว่าการสอบสวนทางวินัยของหน่วยงาน ซึ่งสามารถพิจารณาได้เฉพาะการปฏิบัติหน้าที่และการปฏิบัติตามระเบียบราชการเท่านั้น นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรุงเทพมหานครไม่ได้ตรวจสอบเฉพาะ 7 โครงการเท่านั้น แต่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบทุกโครงการที่เกี่ยวข้องรวม 24 โครงการ อย่างไรก็ตาม ในระยะแรกได้เริ่มดำเนินการกับ 7 โครงการที่ได้รับการร้องเรียนและมีข้อมูลชัดเจนก่อน เพื่อให้สามารถขยายผลการตรวจสอบไปยังโครงการอื่น ๆ ที่อาจมีรูปแบบหรือวิธีดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้

ส่วนข้อสงสัยว่าทำไมจึงไม่แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนชุดใหม่ หลังจากคณะกรรมการชุดเดิมยืนยันผลการสอบสวนเดิมนั้น นายชัชชาติระบุว่า การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหม่จะทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปอีกมาก เนื่องจากกรรมการชุดใหม่ต้องศึกษาข้อมูลและเอกสารทั้งหมดตั้งแต่ต้น จึงเห็นว่าการส่งเรื่องให้คณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดในการพิจารณาเรื่องวินัยของข้าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นแนวทางที่เหมาะสมและรวดเร็วกว่า แม้จะยังมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระบวนการใช้เวลานานก็ตาม

นายชัชชาติ ยังกล่าวว่า การตรวจสอบของกรุงเทพมหานครเป็นเพียงการสอบสวนทางวินัยตามอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีอำนาจและศักยภาพในการสืบสวนที่มากกว่า ทั้งการตรวจสอบเส้นทางการเงิน การขยายผลไปยังบุคคลหรือเอกชนที่เกี่ยวข้อง และการรวบรวมพยานหลักฐานเชิงลึก จึงได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการตรวจสอบควบคู่กันตั้งแต่ต้น เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างรอบด้านและสามารถนำผู้กระทำผิดมารับผิดได้อย่างครบถ้วน หากพบพยานหลักฐานที่ชัดเจนในภายหลัง

นอกจากนี้ นายชัชชาติ ยังกล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้กรุงเทพมหานครปรับปรุงระบบการทำงานหลายด้าน ทั้งการประสานงานร่วมกับหน่วยงานปราบปรามการทุจริต การปรับปรุงกระบวนการเสนอของบประมาณให้มีรายละเอียดมากขึ้นเพื่อลดช่องว่างในการตั้งราคาสูงเกินจริง และการปรับปรุงกระบวนการสอบสวนทางวินัยให้มีความรวดเร็ว โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้มากขึ้น

ส่วนประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องการล็อกสเปกในการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบ e-bidding นั้นนายชัชชาติกล่าวว่า ระบบดังกล่าวมีกลไกตรวจสอบในตัวอยู่แล้ว โดยเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการหรือผู้มีส่วนได้เสียร้องเรียนหากพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะหรือการตั้งราคากลางที่ไม่เหมาะสม พร้อมย้ำว่าการกำหนดราคากลางที่ใกล้เคียงความเป็นจริงถือเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันการทุจริต

ส่วนกรณีที่มีข้อสังเกตว่าการเปิดโปงหรือการแฉการทุจริตของกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่มาจากข้อมูลของบุคคลภายนอกนั้น นายชัชชาติ กล่าวว่า การตรวจพบการทุจริตหลายกรณีจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลหรือเบาะแสจากผู้ร้องเรียน ก่อนที่หน่วยงานจะดำเนินการตรวจสอบและขยายผลต่อ พร้อมยืนยันว่าในช่วงที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้ดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่จำนวนมาก รวมถึงมีกรณีปลดออกและไล่ออกข้าราชการที่กระทำผิดมาแล้วหลายคดี

นายชัชชาติ ยืนยันว่า กรุงเทพมหานครไม่เคยอ่อนข้อให้กับการทุจริต และได้ดำเนินการตรวจสอบทุกกรณีที่ได้รับข้อมูลหรือเบาะแสอย่างจริงจัง โดยตลอดระยะเวลาการบริหารงานได้มีการดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดมาแล้วหลายกรณี ทั้งการปลดออกและไล่ออกจากราชการ เมื่อพบพยานหลักฐานที่ชัดเจน พร้อมย้ำว่ากรณีโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายก็เป็นอีกหนึ่งคดีที่กรุงเทพมหานครเร่งดำเนินการตรวจสอบตั้งแต่ได้รับเรื่องร้องเรียน และส่งต่อให้หน่วยงานภายนอกที่มีอำนาจตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช. เข้ามาร่วมดำเนินการทันที

นายชัชชาติ กล่าวย้ำในช่วงท้ายว่า ไม่ว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาอย่างไร กระบวนการตรวจสอบโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายจะต้องดำเนินต่อไปจนถึงที่สุด ทั้งในส่วนของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานครและการไต่สวนของ ป.ป.ช. พร้อมเห็นว่าการพูดถึงปัญหาการทุจริตในช่วงการเลือกตั้งถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันติดตามและผลักดันให้เกิดการแก้ไขอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า “ช่วงสองสัปดาห์ระหว่างการหาเสียงนี้เจอแต่เรื่องเดิมซึ่งตนเองก็พยายามโฟกัสกับเรื่องนโยบายในการหาเสียง แต่เราเป็นผู้สมัครก็ต้องตอบประชาชน และต้องหาโอกาสมาชี้แจงในแต่ละประเด็น และอีก 20 วันที่เหลือนี้ ก็จะหาพื้นที่ในการสอดแทรกนโยบายให้ประชาชนได้ฟัง ส่วนเรื่องที่ถูกกล่าวหาก็จะพยายามหาพื้นที่ชี้แจง และเชื่อว่าเราทำมา 4 ปี ถ้าหากโดนก็คงโดนมาตลอด ช่วงนี้จึงต้องชี้แจงไปตามสภาพ”

นายชัชชาติกล่าวด้วยว่า “เรื่องทุจริตคอร์รัปชันเป็นเรื่องที่ตนเองขยะแขยง และคนมาหาว่าตนเองทุจริตคอร์รัปชั่นก็รับไม่ได้” ส่วนเรื่องเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามทุจริตนั้น ก็อยู่ในกรอบที่อาจจะมีอุปสรรคซึ่งยอมรับและจะต้องไปปรับปรุงให้ดีขึ้น

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่นายศุภณัฐ ตั้งคำถามว่าต่อให้นายชัชชาติทำงานดีแค่ไหนแต่ทีมงานก็ไม่ได้ใสซื่อเหมือนที่ทุกคนเข้าใจนั้น นายชัชชาติตอบว่า “ตนเองขอรับผิดชอบแทนทุกคน เราเป็นหัวหน้าทีม และทีมงานทุกคนก็ตั้งใจทำงานทุกอย่าง หากมีปัญหาผมขอรับผิดชอบ และมีคนไหนไม่บริสุทธิ์ผมไม่ปล่อยไว้ก็ต้องให้ออกเพราะผมเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด”

ทั้งนี้ก่อนจบการแถลงข่าวนายชัชชาติได้หันไปถามนางสาวทวิดา เชิงหยอกล้อว่า “หน้าใสหรือเปล่า?” โดยนางสาวทวิดาตอบว่า “หน้าใสอยู่แล้วค่ะ”

แท็กที่เกี่ยวข้อง  ชัชชาติ

คุณอาจสนใจ

Related News