เลือกตั้งและการเมือง
“ทวิดา-ชัชชาติ” แจงปมสอบทุจริตเครื่องออกกำลังกาย กทม. ย้ำคดียังไม่สิ้นสุด ด้าน “ศุภณัฐ” ร่าย 12 ข้อจี้ตอบให้ชัด
4 ชั่วโมงที่แล้ว
103 views
จากกรณีข้อกล่าวหาการทุจริตจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของกรุงเทพมหานคร ล่าสุด นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ได้เผยแพร่ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กในโอกาสครบรอบ 2 ปีของการเปิดโปงโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายราคาสูง โดยระบุว่าคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงที่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแต่งตั้งขึ้น ได้สอบสวนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องรวม 32 ราย และมีผลสรุปว่าเจ้าหน้าที่ 20 รายไม่มีความผิด ขณะที่อีก 12 รายมีความผิดวินัยไม่ร้ายแรง และถูกลงโทษด้วยการหักเงินเดือนร้อยละ 2 ซึ่งคิดเป็นเงินประมาณ 600 บาทต่อคน ก่อนปิดสำนวนคดีนั้น
นางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ชี้แจงว่า กระบวนการสอบสวนกรณีดังกล่าวยังดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในขณะนั้น ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบเพิ่มเติมเป็นระยะ ไม่ได้ปล่อยให้เรื่องสิ้นสุดลงตามผลการสอบสวนเบื้องต้น
นางสาวทวิดา ระบุว่า ในช่วงประมาณเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคมที่ผ่านมา มีการเสนอผลการพิจารณาว่าผู้เกี่ยวข้องกระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง และเสนอให้ลงโทษด้วยการหักเงินเดือนร้อยละ 2 ซึ่งเป็นข้อเท็จจริง แต่เมื่อเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการกรุงเทพมหานคร (ก.ก.) ได้มีความเห็นว่าบทลงโทษดังกล่าวอาจเบาเกินไป อีกทั้งยังพบประเด็นข้อสงสัยหลายประการจากสำนวนการสอบสวน จึงมีมติให้ส่งเรื่องกลับไปดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนและรอบด้านมากยิ่งขึ้น
ด้านนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังไม่มีข้อยุติอย่างเป็นทางการ เนื่องจากผลการสอบสวนที่ถูกเผยแพร่ออกมานั้นเป็นเพียงข้อเสนอจากคณะกรรมการสอบสวนในชั้นต้น และยังไม่ได้รับการรับรองเป็นคำวินิจฉัยสุดท้าย
นายชัชชาติกล่าวว่า แม้กระบวนการลงโทษทางวินัยจะยังไม่สิ้นสุด แต่ผลลัพธ์สำคัญที่เกิดขึ้นจากกรณีดังกล่าว คือการปรับปรุงโครงสร้างและระบบการเสนอของบประมาณของกรุงเทพมหานครใหม่ทั้งหมด โดยเฉพาะการกำหนดให้ทุกโครงการต้องมีรายละเอียดประกอบอย่างชัดเจน มีข้อมูลสนับสนุนที่เพียงพอ และผ่านการกลั่นกรองอย่างรอบคอบมากขึ้น แตกต่างจากแนวปฏิบัติเดิมที่อาจอาศัยเอกสารประกอบเพียงไม่กี่ฉบับ
“สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องการลงโทษผู้กระทำผิด แต่ยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในการบริหารงบประมาณ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่สำคัญและเป็นประโยชน์ต่อองค์กรในระยะยาว” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติ ยังเปิดเผยด้วยว่า คดีดังกล่าวมีความเชื่อมโยงกับอีกคดีหนึ่ง คือกรณีซ่อมรถโดยสารของกรุงเทพมหานคร “คดีซ่อมรถบัสทิพย์” ซึ่งมีบุคคลบางส่วนเกี่ยวข้องอยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยคดีดังกล่าวมีการดำเนินการทางวินัยจนถึงขั้นไล่ออกเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องแล้ว และยังต้องรอผลการพิจารณาในส่วนอื่น ๆ ต่อไป
เมื่อถูกถามถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนที่ติดตามคดี และความรู้สึกต่อข้อมูลที่นายศุภณัฐนำมาเปิดเผย นายชัชชาติ ย้ำว่า ข้อมูลที่ปรากฏยังไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย เพราะเป็นเพียงความเห็นจากคณะกรรมการสอบสวนชุดหนึ่งเท่านั้น ขณะที่คณะกรรมการผู้มีอำนาจพิจารณาได้ตีกลับเรื่องดังกล่าวให้มีการทบทวนใหม่ เนื่องจากเห็นว่ายังไม่สามารถยอมรับผลการพิจารณาในชั้นต้นได้
สำหรับประเด็นที่สังคมตั้งคำถามว่าหากท้ายที่สุดมีการลงโทษเพียงการหักเงินเดือนประมาณ 600 บาท จะเหมาะสมหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องอธิบายข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับทราบอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในขั้นตอนปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการพิจารณาตามกระบวนการ และไม่ได้อยู่ในอำนาจของผู้บริหารที่จะสั่งการโดยตรง เนื่องจากต้องดำเนินการตามระเบียบและผ่านคณะกรรมการที่มีหน้าที่สอบสวนและวินิจฉัยอย่างเป็นอิสระ
นายชัชชาติ ยังกล่าวถึงกระบวนการตรวจสอบคู่ขนานของสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่า กรุงเทพมหานครได้ประสานข้อมูลกับ ป.ป.ช. ตั้งแต่ต้น เนื่องจาก ป.ป.ช. มีอำนาจในการตรวจสอบเชิงลึก โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ซึ่งมีขอบเขตกว้างกว่าการสอบสวนทางวินัยของกรุงเทพมหานคร และอาจนำไปสู่บทลงโทษที่รุนแรงกว่าได้หากพบการกระทำความผิด
ทั้งนี้ นายชัชชาติขอให้ประชาชนที่ติดตามเรื่องดังกล่าวอย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าคดีได้สิ้นสุดลงแล้ว เนื่องจากผลการพิจารณาที่เป็นข่าวยังไม่ได้รับการยืนยันเป็นข้อยุติ และกรุงเทพมหานครได้สั่งให้มีการทบทวนผลสอบดังกล่าวแล้ว
“ในความเป็นจริงควรถือเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำที่เราไม่ได้รับข้อเสนอเดิม และได้สั่งให้กลับไปพิจารณาใหม่ เพราะแสดงให้เห็นว่าผู้บริหารไม่ได้ละเลยต่อข้อสงสัยของสังคม” นายชัชชาติกล่าว
นายชัชชาติ ยืนยันว่า ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งได้ให้ความสำคัญกับการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง โดยที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่นำไปสู่การลงโทษทางวินัยขั้นร้ายแรงและการให้ออกจากราชการมาแล้ว พร้อมย้ำว่าในกรณีเครื่องออกกำลังกายยังไม่มีคำสั่งลงโทษขั้นสุดท้ายตามที่ปรากฏเป็นข่าว และต้องรอผลการพิจารณาในขั้นตอนต่อไปจากผู้บริหารชุดใหม่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าหากได้รับโอกาสกลับมาบริหารกรุงเทพมหานครอีกครั้งจะลุยเรื่องทุจริตเต็มที่หรือไม่ นายชัชชาติย้ำว่าก็จะเดินหน้าตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอย่างเต็มที่ เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน พร้อมย้ำว่าบทเรียนจากกรณีนี้ได้นำไปสู่การยกระดับระบบจัดทำและพิจารณางบประมาณให้มีความเข้มงวด โปร่งใส และตรวจสอบได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะเดียวกันซ้ำอีกในอนาคต
นอกจากนี้ นายชัชชาติยังกล่าวขอบคุณผู้ที่เปิดเผยข้อมูล “ขอบคุณผู้ที่ออกมาแฉ” และช่วยตรวจสอบโครงการดังกล่าว เพราะแม้จะเป็นประเด็นที่สร้างแรงกดดันต่อฝ่ายบริหาร แต่ก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้กรุงเทพมหานครสามารถปรับปรุงกระบวนการทำงานและยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ขณะที่นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ออกมาโพสต์ต่ออีกโดยลงภาพระเบียบและสถานะของการตรวจสอบคดีทุจริตเครื่องออกกำลังกาย พร้อมข้อความบนเฟซบุ๊ก ตอบโต้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่า กทม. และนางสาวทวิดา กมลเวชช อดีตรองผู้ว่า กทม. ว่า ผมเห็น อ.ชัชชาติ กับ อ.ทวิดา ได้ออกมาชี้แจง - ผมขอถามแบบชัดๆ เรียงข้อเลยนะครับ จะได้เคลียร์กันทั้งกรุงเทพ
1) คกก.สอบสวนวินัย อ.ชัชชาติ เป็นคนเซ็นแต่งตั้งเอง ใช่หรือไม่ครับ?
2) คกก.สอบสวน ชุดที่อ.แต่งตั้ง มีมติปรับ 600 บาท จริง ใช่หรือไม่ครับ?
3) คกก.สอบสวน ได้ส่งรายงานว่า ปรับ 600 บาท ให้อ.ชัชชาติ รับทราบและเห็นชอบ ใช่ไหมครับ?
4) อ.ได้ทำการ “เห็นชอบ” กับรายงานของคกก.สอบสวน ที่มีมติปรับแค่ 600 บาท และส่งเรื่องต่อไปยัง กก. (คกก.ข้าราชการกทม.) ที่มีคนนอกอย่าง มหาดไทย กพ. อว. กคศ. ผู้ทรงใช่ไหม?
5) ทำไมอ.ถึงเห็นชอบครับ?
6) อ.ชี้แจงว่า ที่ผ่านมา อ.สั่งสอบเพิ่มเติมตลอด แต่ที่อ.สั่ง จนแล้วจนรอด ก็จบที่การปรับ 600 บาท ก่อนส่งไปให้กก.ใช่หรือไม่ครับ?
7) อ.บอกว่า เดือนมีนาคม 69 มีมติให้มีการสอบเพิ่มอีก ยังไม่จบ - ผมขอถามอ.ชัด ๆ นะครับ คนที่สั่งให้สอบเพิ่มอีกรอบ ไม่ใช่ตัวอ.ชัชชาติ แต่คือทาง กก.ใช่หรือไม่ครับ? และ อ.ไม่ได้เข้าประชุม กก. ใช่ไหมครับ? และตัว อ.เองเป็นคนเห็นชอบกับรายงานการปรับ 600บาท และให้ส่งเรื่องให้ กก.ดำเนินการตามมติคกก.สอบสวนปรับ 600บาท ใช่หรือไม่ครับ?
8.) ถ้าเกิด กก.บ้าจี้ เอาตามที่ อ.ชัชชาติเห็นชอบและส่งมายังกก.โดยไม่ได้แย้งอะไร ก็คือ จะปรับแค่ 600บาท ใช่หรือไม่ครับ?
9) ปลัดกทม.มีการสั่งปรับเงินจนท. 600 บาทจริงๆ ไปแล้วหนิครับ (เมื่อปีที่แล้ว) ใช่ไหมครับ?
10) มติกก. (หลังจากมีการปรับเงิน 600 แล้ว) ที่ขอให้สอบเพิ่มเติม ได้การันตีไหมครับ ว่าจะลงโทษมากกว่า ปรับเงิน 600บาท?
11) ผมเคยจี้ถามอ.หลายรอบ ออกสื่อว่า ทำไมอ.ไม่สั่งสอบการทุจริตเครื่องออกกำลังกายอีก 17 โครงการที่เหลือ (ซึ่งมีทั้งสมัยของอ.ชัชชาติ และสมัยของผว.อัศวิน) โดย อ.ให้สัมภาษณ์ว่า อ.ได้สั่งตรวจสอบทุกโครงการ แต่ผ่านมา 2 ปีเต็ม อ.ไม่ได้ออกคำสั่งแต่งตั้ง คกก.สอบสวน โครงการที่เหลืออีก 17 โครงการ ใช่หรือไม่?
12) อ.ได้เคยชี้แนวทางให้คกก.ไหมครับว่า ต้องไปตรวจสอบทุจริตแบบไหน จี้ประเด็นไหน ถึงจะจัดการกับคนทุจริตในกรณีนี้ได้ครับ?
ทุจริตเรื่องนี้ ผมขอไม่ปล่อยนะครับ และขอให้ชี้แจงชัด ๆ เรียงข้อนะครับ ผมจะได้รู้ว่า สุดท้ายแล้ว คนที่เอาจริงกับการทุจริต คืออ.ชัชชาติ หรือ กก. กันแน่ เพราะมันคงไม่มีอะไรน่าเกลียดไปกว่า ผลการสอบสวนโครงการนี้ ที่คกก.ที่อ.ตั้งขึ้น และสรุปผลว่าปรับแค่ 600 บาท และ ที่สำคัญคือมันผ่านความเห็นชอบจากผู้ว่าแล้วด้วยนะครับ ทั้งนี้ ถ้ามีอะไรทำให้อ.โมโห ไม่พอใจ ผมขออภัยอ.ล่วงหน้าครับ แต่ผมต้องทำหน้าที่ผู้แทนนะครับ
แท็กที่เกี่ยวข้อง